นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพด้านสายตาและการมองเห็น
Subscribe to the feed Feed
Comments feed Comments feed

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจในเด็ก

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจในเด็ก

โรคสายตาขี้เกียจ (Amblyopia หรือ Lazy eye) พบได้ประมาณ 3-5% เกิดจากการที่มีปัจจัยที่ทำให้ตาข้างนั้นๆ มองเห็นภาพไม่ชัดในช่วงอายุ 7 ปีแรก ซึ่งเป็นช่วงที่มีพัฒนาการของการมองเห็นอยู่ (visual development) ส่งผลให้การรับภาพโดยสมองจากตาข้างดังกล่าวลดน้อยลง และทำให้ตาข้างนั้นมีระดับการมองเห็นลดลง การสูญเสียการมองเห็นอาจเป็นเพียงเล็กน้อยถึงมากได้ และอาจเป็นได้อย่างถาวรถ้าไม่ได้รับการแก้ไขหรือรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ หรือก่อนอายุ 7 ปี

สาเหตุที่พบบ่อย

  1. โรคตาเข
  2. สายตาสั้น ยาว เอียงที่มากเกินไป หรือไม่เท่ากันระหว่างตา 2 ข้าง
  3. โรคตาที่ทำให้เกิดการบดบังของการมองเห็น เช่น โรคต้อกระจก หนังตาตก
  4. โรคของจอประสาทตาและประสาทตา เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจนี้ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม

  1. กลุ่มที่เกิดจากความบกพร่องของอวัยวะรับภาพ และแปลผลภาพ(Organic causes) อาจจะได้แค่วินิจฉัย แต่รักษาได้น้อยมาก หรือไม่ได้เลย ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้ เช่นโรคเส้นประสาทตาฝ่อ(Optic atrophy)รอยแผลเป็นที่จุดรับภาพในจอประสาทตา (macular scar) การเสียหายของสมองส่วนที่แปลภาพจากการขาดออกซิเจน (Anoxic occipital brain damage) เป็นต้นอย่างไรก็ดีกลุ่มนี้พบได้น้อย
  2. กลุ่มที่เกิดจากการบดบังภาพที่เข้าสู่จอประสาทตา เป็นกลุ่มที่พบได้บ่อยกว่ากลุ่มแรกมาก ตัวอย่างเช่น
  • โรคตาเข หรือตาเหล่ (Strabismus) เมื่อเด็กมีตาเข หากมีปริมาณน้อย เด็กอาจจะสามารถใช้กำลังกล้ามเนื้อในการปรับตาให้ตรง และใช้ตาสองข้างในการมองเท่าๆกันได้ โรคตาขี้เกียจก็ไม่เกิดแทรกซ้อน แต่ถ้าตาเขมากๆจนเกินกำลังในการปรับ เด็กอาจใช้ตาข้างใดข้างหนึ่ง ในการมองมากกว่าตาอีกข้าง ทำให้ตาข้างที่ไม่ค่อยได้ใช้ไม่เจริญเต็มที่ และมัวในที่สุด
  • โรคสายตาสั้น – ยาว –เอียง แบบไม่สมมาตร (Anisometropia) ในเด็กบางคน อาจมีสายตาสองข้างไม่เท่ากัน เช่น ข้างขวาสั้น 100 แต่ข้างซ้ายสั้น 600 เป็นต้น ถ้าสายตาทั้งสองข้างแตกต่างกันมากพอ เด็กจะใช้ตาข้างเดียวที่ชัดกว่ามองภาพเป็นหลัก ในขณะที่ตาอีกข้างได้ใช้มองน้อย หรือไม่ได้ใช้เลย
  • โรคที่ทำให้แสงผ่านเข้าในตาไม่ดี เช่นโรคติดเชื้อในครรภ์มารดาบางชนิดทำให้กระจกตาดำขุ่น (มักขุ่นสองข้าง แต่อาจขุ่นไม่เท่ากันได้) โรคต้อกระจกแต่แรกเกิด โรคเลือดออกในน้ำวุ้นลูกตา หนังตาตก ซึ่งอาจเกิดกับตาข้างเดียว หรือเกิดกับทั้งสองข้าง แต่ปริมาณไม่เท่ากัน ก็ทำให้เกิดโรคตาขี้เกียจแทรกซ้อนตามมาได้

November 2, 2015 in สุขภาพ
Tags: | Comments Off

การหดตัวตึงของกล้ามเนื้อแก้วตาที่ช่วยในการเพ่งจึงเป็นเหตุให้แก้วตาคนเราป่องออกเป็น

41แต่เดิมเรามักเรียกภาวะหรือโรคนี้ว่าสายตาคนแก่คำว่าคนแก่คงจะแสลงใจบางคนจึงมีคนหันมาใช้คำว่า สายตาผู้สูงอายุแทน ซึ่งฟังดูไพเราะกว่าผู้สูงอายุ หมายถึงทั้งอายุมาก ประสบการณ์มากด้วย ทั้งนี้เพื่อความสบายใจของตนเองและยอมรับความเป็นคนแก่มากขึ้น ท่านผู้อ่านที่มีอายุเกิน 40 ปีขึ้นไป คงรู้จักภาวะสายตาผู้สูงอายุดี ถือเป็นภาวะปกติที่พบในคนอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป โดยมีอาการมองภาพใกล้ๆไม่ชัดเจน ในขณะที่มองไกลยังเห็นได้ดี มีวิธีสังเกตได้ง่ายๆก็คือ อ่านหนังสือในระยะห่างจากตา 1 ฟุต หรือระยะที่เคยอ่านเห็นกลับอ่านไม่ชัด ต้องใช้วิธีเลื่อนหนังสือให้ไกลออกไปหรือถ้าเป็นคุณแม่บ้านที่เย็บปักผ้าจะเริ่มสนเข็มไม่เข้าเนื่องจากไม่เห็นรูเข็ม บางคนอาจจะใช้วิธีหยีหรือหรี่ตาให้เล็กลงก็จะช่วยให้พออ่านหนังสือได้ง่ายขึ้น ขอเปรียบเทียบดวงตาคนเราเหมือนกล้องถ่ายรูป ในการใช้กล้องถ่ายรูป ถ้าเราต้องการถ่ายภาพระยะต่างๆกันให้ได้ภาพที่ชัดเจน เราทำได้โดยการปรับโฟกัส เลื่อนกล้องเข้าออกให้ได้ระยะที่เหมาะสม สำหรับตาคนเราไม่สามารถหดหรือยืดลูกตาออกไป แต่จะปรับภาพที่ระยะใกล้ให้ชัดโดยวิธีเพิ่มกำลังให้แก่แก้วตาโดยขบวนการที่เรียกว่าการเพ่งกล่าวคือในขณะที่เรามองภาพระยะไกล ตาเราจะอยู่ในระยะพัก แต่เมื่อเราต้องการดูระยะใกล้ จะเกิดการหดตัวตึงของกล้ามเนื้อแก้วตาที่ช่วยในการเพ่งจึงเป็นเหตุให้แก้วตาคนเราป่องออกเป็นการเพิ่มกำลังหักเหของแสงทำให้เห็นภาพระยะใกล้ชัดเจนขึ้น

กลไกการเพ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติและปกติตั้งแต่เด็กจนถึงอายุประมาณ 40 ปี ต่อจาก นั้นขบวนการเพ่งจึงอ่อนแรงลงได้มีผู้ศึกษาโดยวิธีตรวจวัด พบว่าในเด็กๆ เราอาจเพ่งได้มากจึงมองภาพที่อยู่ชิดตาได้ชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้นกำลังการเพ่งจะลดลงมาเรื่อยๆ จนถึงอายุประ มาณ 40 ปีกำลังเพ่งที่เหลืออยู่ไม่พอที่จะใช้ดูหนังสือที่ระยะ 1 ฟุตได้ ต้องเลื่อนหนังสือให้ไกลออกไป หรือใช้แว่นที่มีกำลังเป็นบวก (เลนส์นูน) ชดเชย ซึ่งกำลังการเพ่งจะลดลงเรื่อยๆ จนเป็น 0 (ศูนย์) หรือไม่มีเลยเมื่ออายุประมาณ 75 ปี ขบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นขบวนการปกติของคนเราทุกคน แต่จะเริ่มเสื่อมลงเร็วหรือช้าในระยะเวลาต่างๆกันในแต่ละคนโดยเฉลี่ยจะเริ่มอายุประมาณ 40 ปี ผู้หญิงอาจจะเร็วกว่าผู้ชายเล็กน้อย ถ้าคนที่มีสายตาสั้นอาจจะเริ่มเมื่ออายุมากกว่า 40 ปี คนที่สายตายาวอาจจะเริ่มเมื่ออายุน้อยกว่า 40 ปี นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับว่า ผู้ที่มีสายตาผิดปกตินั้นใช้แก้ไขด้วยวิธีใด เช่น คนสายตาสั้น ถ้าใช้เลนส์สัมผัส (คอนแทคเลนส์/Contact lens) เป็นประจำ อาจจะเป็นสายตาสูงอายุเร็วกว่าคนสายตาสั้นขนาดเท่ากันที่ใช้แว่นตา เป็นต้น


October 1, 2015 in สุขภาพ
| Comments Off

ปัญหาสายตาสั้นที่พบมากที่สุดและมากขึ้นเรื่อยๆ

shutterstock_83131060สายตาสั้นเป็นปัญหาสายตาที่พบมากที่สุดและมากขึ้นเรื่อยๆตามสภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ พบมากในประชากรเขตเมืองมากกว่าในชนบท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีขนาดเล็ก ประชากรหนาแน่น และอัตราการเจริญเติบโตทาง เศรษฐกิจรุดหน้าอย่างรวดเร็ว เช่น ประเทศสิงคโปร์และประเทศไต้หวัน เป็นต้น โดยกลไกเกิดจากลูกตามีขนาดความยาวเกินกว่าขนาดโฟกัสของเลนส์แก้วตาและกระจกตา ภาพจากวัตถุในระยะไกลจะตกก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้เห็นภาพพร่า มัว ปัญหาสายตาสั้นเกิดจากการที่แสงจากวัตถุที่ระยะไกล เมื่อมีการหักเหโดยดวงตาแล้วแสงนั้นตกก่อนถึงจอประสาทตาหรือสั้นเกินไป สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากกระบอกตาที่ยาวเกินไป อาการและอาการแสดงต่างๆ ได้แก่ การมองวัตถุระยะไกลไม่ชัด เช่น มองหน้าคนในระยะไกลไม่ชัด มองสายรถเมล์ไม่เห็น มองกระดานที่ครูสอนไม่เห็น มีอาการแสดงที่อยู่ใกล้วัตถุที่ต้องการมองมากขึ้น เช่น ดูทีวีหรืออ่านหนังสือใกล้ตาขึ้น หรือต้องการแสงสว่างในการอ่านหนังสือหรือทำงานมากกว่าปกติ มักหยีตามองเพื่อให้สามารถมองเห็นได้ชัดขึ้น

ในคนที่สายตาปกติจะมองเห็นภาพได้ชัดเนื่องจากแสงจากภาพหรือวัตถุที่เข้าตาผ่านกระจกตาดำซึ่งจะหักเหแสงเข้าหากันระดับหนึ่ง จากนั้นจะผ่านเลนส์แก้วตาซึ่งก็จะหักเหแสงเข้าหากันมากขึ้นอีก และลำแสงจะไปรวมเป็นจุดเดียวที่กลางจอประสาทตาพอดี จึงทำให้เห็นภาพชัด แต่ในคนสายตาสั้นลำแสงจะไปรวมเป็นจุดเดียวก่อนถึงจอประสาทตา ทำให้ลำแสงที่ไปถึงจอประสาทตาเป็นลำแสงที่บานออก ไม่เป็นจุดเดียวจึงทำให้เห็นภาพไม่ชัด จำเป็นต้องใช้แว่นเลนส์เว้าเพื่อช่วยกระจายแสงออก เพื่อเลื่อนให้แสงไปรวมกันไกลขึ้นให้ไปตกที่กลางจอประสาทตาพอดีทำให้เห็นภาพชัด สาเหตุของสายตาสั้นอาจจากกระจกตาของคนนั้นมีความโค้งมากกว่าปกติทำให้มีกำลังหักเหแสงมากเกินไป ลำแสงจึงรวมกันก่อนถึงจอประสาทตา แต่ในบางคนอาจจะจากมีลูกตายาวผิดปกติจึงทำให้ลำแสงรวมกันก่อนถึงจอประสาทตา

การใส่แว่นเป็นการช่วยให้การมองเห็นดีขึ้นในขณะนั้น แต่ไม่ได้ทำให้สายตาสั้นมากขึ้นและก็ไม่ได้เป็นการป้องกันไม่ให้สายตาสั้นมากขึ้น สายตาจะสั้นมากขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ถ้าใส่แว่นสายตาสั้นที่เกินกว่าค่าสายตาที่แท้จริงเป็นเวลานานก็จะทำให้มีสายตาสั้นมากขึ้นชั่วคราวจากแว่นตาที่ไม่ตรงนี้ได้ มักพบในเด็กที่ไม่ได้หยอดยาลดการเพ่งของตาก่อนการวัดแว่นตา ดังนั้นในเด็กควรวัดสายตาโดยจักษุแพทย์ซึ่งจะมีการหยอดยาเพื่อลดการเพ่งของสายตาก่อนวัดแว่นตา ไม่ว่าสายตาสั้น เอียง หรือยาว ก็เช่นเดียวกันเป็นธรรมชาติของบุคคลนั้น ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ ไม่เกี่ยวกับแว่นตา โดยปกติมักจะต้องเปลี่ยนเลนส์แว่นตาหรือคอนแท็กเลนส์อย่างน้อย 1-2 ปีต่อครั้ง จนเมื่ออายุประมาณ 18 ปีขึ้นไปสายตาจะค่อนข้างคงที่ ไม่ต้องเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆอีก จนกว่าอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปก็จะเริ่มมีปัญหาเวลามองใกล้ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนเลนส์แว่นตาอีก


August 31, 2015 in สุขภาพ
Tags: , , | Comments Off

วิธีง่ายๆ ในการบริหารดวงตาให้มีสุขภาพดี

ดวงตาเป็นอวัยวะที่เราต้องใช้งานเป็นประจำทุกวัน และไม่สามารถที่จะหยุดใช้ได้ด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่เราตื่นนอน การเดินทาง การทำงาน การพักทานอาหาร หรือแม้แต่การพักผ่อนอย่างการดูทีวีหรือภาพยนตร์ และการใช้โทรศัพท์มือถือ ฉะนั้นแล้วจึงแทบจะพูดได้ว่า นอกจากช่วงเวลาที่เรานอนหลับแล้วนั้น ดวงตาของเราแทบไม่เคยได้พักเลย เราจึงต้องหมั่นใส่ใจในสุขภาพของดวงตาให้มาก และนอกจากอาหารการกินที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสุขภาพของดวงตา ยังมีวิธีในการบริหารดวงตาอย่างง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้ด้วยตาคุณเองเป็นประจำ ซึ่งจะมีวิธีการอย่างไรบ้างนั้น เราลองมาดูกันได้เลย

วิธีที่ 1 ให้กระพริบตาถี่ๆ เป็นประจำ ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะกระพริบตา 1 ครั้งในทุก 4 วินาที แต่ให้คุณกระพริบเพิ่มทุกครั้งที่คุณนึกได้ คือให้กระพริบติดต่อกัน10 ครั้งแล้วค่อยเว้นกับการกระพริบปกติ เมื่อนึกได้ก็ให้กระพริบติดต่อกันใหม่ เมื่อทำแบบนี้เป็นประจำก็จะช่วยลดอาหารเหนื่อยล้าจากการใช้สายตาระหว่างวันได้ดีทีเดียว
วิธีที่ 2 หลับตาให้แน่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ค้างไว้ประมาณ1 -2 วินาที จากนั้นจึงใช้ปลายนิ้วนวดวนที่ใต้ดวงตาเบาๆ เพื่อป้องกันริ้วรอยเหี่ยวย่น ทำสักวันละ5 ครั้งเป็นประจำทุกวัน
วิธีที่ 3 กรอกลูกนัยน์ตาโดยที่ไม่ต้องขยับศีรษะ โดยเริ่มจากบนลงล่าง สลับกับซ้ายไปขวา วิธีนี้จะเป็นการกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อดวงตาให้ทำงานได้ดีและเป็นปกติ ซึ่งควรทำเป็นประจำทุกวัน โดยทำวันละครั้ง ครั้งละ 3 -5 รอบก็เพียงพอ
วิธีที่ 4 คล้ายกับวิธีที่สาม แต่ให้คุณจินตนาการว่า คุณกำลังวาดรูปสี่เหลี่ยมด้วยดวงตา และพยายามวาดให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะวาดได้ โดยที่ไม่ต้องขยับศีรษะเช่นกัน ทำครั้งละ 3 – 5 รอบ วันละ 1 ครั้ง โดยวาดให้ได้รูปสี่เหลี่ยมช้าๆ ไม่ต้องรีบกรอกดวงตามากนัก ซึ่งถือเป็นอีกหนี่งวิธีในการบริหารดวงตาเช่นกัน
วิธีที่ 5 ยื่นแขนออกไปด้านหน้าสุดแขน ตรงขนานกับพื้น จากนั้นมองไปที่ปลายนิ้ว ค่อยๆ เลื่อนแขนออกไปด้านข้างจนเป็นระนาบเดียวกับศอก โดยที่ไม่ละสายตาไปจากปลายนิ้ว จากนั้นจึงเลื่อนแขนกลับมาที่ด้านหน้าตรงอีกครั้งอย่างช้าๆ ทำสลับกันทั้งสองด้านเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการบริหารดวงตา
วิธีที่ 6 หาจุดโฟกัสให้กับสายตา โดยเริ่มจากสิ่งที่อยู่ไกล จ้องค้างไว้สัก 10 วินาที แล้วจึงค่อยสลับจุดโฟกัสมาที่สิ่งของที่อยู่ใกล้ๆ ประมาณช่วงแขน จ้องค้างไว้ประมาณ 10 วินาทีเช่นกัน ทำสลับไปมาข้างละประมาณ 5 ครั้ง ทั้งสองข้าง เป็นประจำทุกวัน
TIPS :
– หมั่นมาส์กดวงตาด้วยแตงกวาหรือถึงประคบเย็นในช่วงเวลาที่คุณว่าง เพื่อดวงตาที่สดใสสดชื่น และเป็นการผ่อนคลายจากการใช้งานอย่างหนัก
– อย่าลืมปกป้องดวงตาจากแสงแดดแรงๆ ทุกครั้ง ด้วยแว่นกันแดดคุณภาพดีที่ช่วยป้องกันรังสียูวีได้อย่างแท้จริง
– หาอาหารเสริมบำรุงสายตาที่มีคุณภาพมาทาน เนื่องจากใช้สายตาเพ่งคอมพิวเตอร์ทำให้ขาดการกระพริบตาที่ต่อเนื่อง การเพ่งอะไรนานๆ โดยที่ไม่พักสายตาและ กระพริบตาให้เหมาะสม จะทำให้ดวงตาขาดน้ำตา เป็นสาเหตุให้เกิดอาการตาแห้งได้ เมื่อทานไปได้ซักระยะหนึ่ง ก็พบว่ามองได้ชัดเจนขึ้น ไม่ปวดตาเวลาจ้องคอม หรือ สมาทโฟนนานๆ และไม่เกิดเส้นเลือดในดวงตา ที่ทำให้ดูเหมือนคนเป็นโรคตาแดง ช่วยได้เกินคาด


July 14, 2015 in สุขภาพ
Tags: | Comments Off

สาเหตุที่ทำให้เกิดตากุ้งยิงและการรักษาการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

13

ตากุ้งยิงคือการอักเสบของต่อมไขมันบริเวณฐานของขนตา (ใต้เปลือกตา) โดยมีอาการบวม แดง ร้อน และอาจมีอาการปวด แต่ไม่เป็นอันตรายต่อนัยน์ตา รักษาได้ด้วยยาหยอดตาหรือยาป้ายตา หรือรับประทานยาปฏิชีวนะสมัยก่อนถ้าใครตาบวมแดง และมีตุ่มเล็กๆขึ้นที่ตา มักจะถูกล้อว่าเป็น “ตากุ้งยิง” และคาดเดาสาเหตุต่างๆของการเกิดตากุ้งยิง บริเวณขอบเปลือกตาของคนเราจะมีต่อมขนาดเล็กๆ เป็นจำนวนมาก ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้อักเสบเป็นฝีที่เปลือกตาเรียกว่ากุ้งยิงทำให้มีก้อนที่เปลือกตา มีอาการบวม เจ็บ ถ้าปล่อยทิ้งไว้ต่อไปก้อนนี้จะเป็นหนองและแตกเองได้ กุ้งยิงเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย บางรายเกิดเนื่องจากมีการอุดตันของต่อมเปลือกตานำมาก่อน แล้วเกิดการติดเชื้อมีอยู่ปกติในบริเวณนั้นตามมา เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดกุ้งยิงส่วนใหญ่ได้แก่ เชื้อสแตพไฟโลคอคคัส ต้นเหตุที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย ได้แก่ เปลือกตาไม่สะอาด มักเกิดจากการขยี้ตาบ่อยๆ ใช้เครื่องสำอาง แล้วล้างออกไม่หมดหรือล้างไม่สะอาด ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ด้วยมือไม่สะอาด

กุ้งยิงในระยะแรก ซึ่งมีลักษณะแบบเปลือกตาอักเสบ ยังไม่มีหนอง รักษาโดยการประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละประมาณ 15-20 นาที เป็นเวลา 3-4 วัน เพื่อช่วยลดอาการบวม เจ็บ และเป็นการทำให้รูเปิดของต่อมเปลือกตาไม่อุดตัน ในขณะทำการประคบให้หลับตาไว้ การใช้ยา ควรได้รับการตรวจตาและสั่งยาโดยแพทย์ ยาที่ใช้มักเป็นยาปฏิชีวนะหยอดตา ป้ายตา และบางรายอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานร่วมด้วย กุ้งยิงที่เป็นประมาณ 2-3 วันขึ้นไป ถ้ายังไม่ดีขึ้น มักจะมีหนองอยู่ภายในก้อน จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อเจาะและขูดเอาหนองออกและใช้ยาปฏิชีวนะต่อไปอีก 3-5 วัน หรือจนกว่าจะหายอักเสบ ในบางรายอาจเป็นซ้ำได้ถ้าหนองออกไม่หมด หรือการอักเสบยังไม่หายดี หลังจากเจาะกุ้งยิง แพทย์มักปิดตาข้างนั้นไว้ เพื่อไม่ให้เลือดออก และช่วยลดอาการบวมประมาณ 4-6 ชั่วโมง ท่านไม่ควรขับรถในช่วงนั้น เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีอาการปวดเจ็บบริเวณที่เป็น ให้รับประทานยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ ไม่ควรบีบหนองที่เปลือกตาเอง เพราะอาจทำให้อักเสบมากขึ้นได้

การป้องกันดูแล รักษาความสะอาดบริเวณเปลือกตาและใบหน้า หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณเปลือกตาหรือขยี้ตาบ่อยๆ ทำการรักษาตั้งแต่เริ่มเป็นเพียงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้การอักเสบเป็นมากขึ้น กุ้งยิง เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งอาจป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ ถ้าระมัดระวังในเรื่องของสุขอนามัย กุ้งยิงไม่ใช่โรคร้ายแรง โดยทั่วไป มักรักษาให้หายได้ภายใน 1 สัปดาห์ ในกรณีที่กุ้งยิงเป็นนานผิดปกติหรือเป็นซ้ำบ่อยๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป


May 22, 2015 in สุขภาพ
| Comments Off